วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

RECORDING DIARY 35

 27 เมษายน 2564

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 35


           อาจารย์ให้นักศึกษาแต่ละคนลองเรียนแผนการสอนจากวิจัยของตัวเองและเขียนเครื่องมือในการวิจัย

💕แผนการจัดประสบการณ์





💕 เครื่องมือในการวิจัย











RECORDING DIARY 34

 26 เมษายน 2564

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 34


💛 วิจัยบทที่ 1-3

      👍 บทที่ 1

ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย

            อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญยิ่งและเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ทุกคน ซึ่งถ้าผู้บริโภครู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็จะทำให้มนุษย์เรามีสุขภาพที่ดี มีพัฒนาการที่ดี มีสมองที่ดีไม่เจ็บป่วยทำให้ไม่เสียค่าใช้จ่ายไปกับการรักษาโรค ซึ่งสอดคล้องกับ เจริญ แสนภักดี ( 2545 : 27 ) ได้กล่าวว่า สุขภาพและสมรรถภาพที่ดีเป็นผลมาจากการได้รับอาหารดีถูกหลักโภชนาการ ได้รับสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย การบริโภคโภชนาการที่ดีมีคุณค่าเหมาะสมกับสภาพร่างกายจะทำให้มีการเจริญเติบโตแข็งแรง โครงร่างได้ส่วนมีความต้านทานโรคสูงยังช่วยซ่อมแซ่มส่วนที่สึกหรอพัฒนาจิตใจและสมองให้เจริญงอกงามเต็มที่

          การบริโภคอาหารสำหรับเด็กปฐมวัยควรได้รับการส่งเสริมแรงจูงใจในการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเกิดเป็นนิสัยการกินการยอมรับอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งหรือกินอยู่เป็นประจำสำคัญที่สุดของการพัฒนาการ ทั้งทางด้าน ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ สังคม และบุคลิกภาพและเป็นวัยที่เรียกว่าเป็นช่วงแห่งพลังการเจริญเติบโตงอกงามสำหรับชีวิต (สิริมาภิญโญอนันตพงษ์. 2538: 8) การบริโภคอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็น สิ่งสำคัญสำหรับเด็กปฐมวัยเพื่อช่วยส่งเสริมให้ ร่างกายเจริญเติบโตสมวัยสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดี การบริโภคผักต่อเด็กปฐมวัยที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพและศักยภาพของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แข็งแรง

          ผักและผลไม้ยังมีความสำคัญต่อสุขภาพของบุคคลทุกเพศทุกวัย เนื่องจากผักผลไม้เป็นแหล่งรวบรวมของวิตามินและเกลือแร่ ที่ร่างกายสามารถนำไปสร้างเซลล์เยื่อบุต่างๆ ทั่วร่างกาย ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและพัฒนาสมอง และยังลดอัตราเสี่ยงของโรคต่างๆอีกด้วย ( ชไมพร สอนเทพา 2555 : 2 )

         ผักและผลไม้มีความสำคัญต่อสุขภาพของเด็ก ในวัยนี้ เนื่องจากผักและผลไม้จะให้วิตามินซี เพื่อนำไปใช้ในการสร้างเซลล์เยื่อบุต่าง ๆ ทั่วร่างกาย รวมถึง ให้วิตามินเอ ทำให้เซลล์ประสาทตาทำงานได้อย่าง เต็มที่ ส่งผลโดยตรงและอ้อมในการพัฒนาสมอง นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ประเภทต่าง ๆ ที่ ช่วยในการเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงาน หากขาดจะทำให้เซลล์สมองมีการทำงานลดลง ส่งผล ต่อการเรียนรู้ช้า รวมถึงการเจริญเติบโตของเด็กก็จะ หยุดชะงักลงด้วย3 และปัญหาที่พบบ่อยในเด็ก คือ ปัญหาการเบื่ออาหารและการเลือกรับประทานอาหาร ซึ่งเด็กไม่ยอมลองอาหารชนิดใหม่ ๆ รวมถึงการไม่ ยอมรับประทานผักและผลไม้ด้วย

            การจัดกิจกรรมการส่งเสริมการบริโภคผัก-ผลไม้ตามหลักโภชนาการให้เด็กนั้นสามารถจัดได้ในหลายกิจกรรมด้วยกัน เช่น การร้องเพลงเกี่ยวกับผัก การเล่านิทานเกี่ยวกับผัก กิจกรรมในวงกลมทั้งนี้กิจกรรมการประกอบอาหารประเภทผักเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการบริโภคผักตามหลักโภชนาการเพราะเป็นกิจกรรมที่เด็กทุกคนได้เรียนรู้จากประสบการตรงเยาวพา เดชคุปต์(2522: 34) ได้กล่าวไว้ว่า กิจกรรมที่เกี่ยวกับอาหารนั้นเป็นกิจกรรมที่สนุกสนานแล้วเด็กยังได้มีโอกาสสนทนาหมุนเวียนปฏิบัติผลัดกันทำ การจัดประสบการณ์การประกอบอาหาร จึงเป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงได้ลงมือ ปฏิบัติกับของจริงและเกิดการค้นพบด้วยตนเองภายใต้ การดูแลและแนะนำของครูโดยให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสกระทำอย่างทั่วถึง

           จากแนวคิดและข้อค้นพบจะสรุปได้ว่าการผลการใช้ชุดนิทานและเพลงในการบริโภคผัก-ผลไม้ของเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างมากต่อตัวของเด็กเองและถ้าหากเด็กปฐมวัยได้การปลูกฝังการรับประทานผัก-ผลไม้จะทำให้เด็กร่างกายแข็งแรงและยังช่วยมีการเจริญเติบโตได้ดีการเล่านิทานและการร้องเพลงที่สอดคล้องเกี่ยวกับผัก-ผลไม้จะทำให้เด็กเกิดแรงจูงใจในการบริโภคผัก-ผลไม้มากขึ้นเพราะนิทานและเพลงจะช่วยให้เด็กเกิดแรงจูงใจในการรับประทานผักมากขึ้นหากมีการประกอบอาหารไปด้วยก็จะทำให้เด็กเกิดความสนุกสนานและการประกอบอาหารก็จะทำให้เด็กได้มีประสานสัมผัสทั้ง 5 ได้ดี

           ด้วยเหตุดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการผลการใช้ชุดนิทานและเพลงในการบริโภคผัก-ผลไม้ของเด็กปฐมวัยเพื่อที่จะเป็นแนวทางให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการเล่านิทานและเพลงเพื่อที่จะส่งเสริมการรับประทานผัก-ผลไม้ของเด็กต่อไป

 ปัญหาการวิจัย

       การใช้ชุดนิทานและเพลงมีผลต่อการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยจริงหรือไม่

 วัตถุประสงค์

       เปรียบเทียบการบริโภคผักและผลไม้ ก่อน - หลัง จากการใช้ชุดนิทานและเพลง

ระยะเวลา

        ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ แผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2/4 จำนวน     24    แผน โดยทำการทดลองในภาคเรียนที่ 1   ปีการศึกษา  2564 ระยะเวลาการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ   3  ครั้ง   ครั้งละ 30 นาที

วิธีการดำเนิน

           ประชากร คือ เด็กปฐมวัยชายหญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 4 ห้อง ห้องละ 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง  สิงหเสนีเขตวังทองหลาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร

            กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยชายหญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 จำนวน  25 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของโรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง  สิงหเสนี) เขตวังทองหลาง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) ด้วยวิธีการเลือกห้องเรียนมาห้องจาก 4 ห้องเรียน

ตัวแปรที่สำคัญ

        1. ตัวแปรต้น = การบริโภครับประทานผัก-ผักของเด็กปฐมวัย

        2. ตัวแปรตาม = ชุดนิทานและเพลง

นิยามศัพท์เฉพาะ

1. การบริโภคผัก-ผลไม้ หมายถึง การเลือกและกินแต่อาหารที่มีผัก-ผลไม้เป็นส่วนประกอบเป็นส่วนมากโดยสังเกตจากการรับประทานผัก-ผลไม้จากปริมาณคำในการรับประทานผัก-ผลไม้ จำนวนการรับประทานมีพฤติกรรมที่ไม่เขี่ยผัก-ผลไม้ออก โดยใช้แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม

2. ชุดนิทานและเพลงหมายถึงการเล่าสิ่งต่างๆออกมาเป็นรูปภาพโดยมีการปลูกฝังความคิดใหม่ๆเพื่อให้เด็กได้คิดและวิเคราะห์ เพลงคือท่วงทำนองง่ายๆไพเราะ มีท่าทางประกอบ เนื้อหาสอดคล้องและเหมาะกับจุดประสงค์

3. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กอนุบาล 4-5 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย ( กระจ่าง  สิงหเสนี ) จำนวน 25 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โดยการเลือกสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม

ประโยชน์ที่จะได้รับ

1. เด็กปฐมวัยบริโภคผักและผลไม้ได้เพิ่มมากขึ้น

2. ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาค้นคว้าหรือทำวิจัยเกี่ยวกับการบริโภคอาหารกับประชากรกลุ่มอื่น

3. นิทานและเพลงสามารถให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริโภคผักและผลไม้ของเด็กปฐมวัย

กรอบแนวคิดในการวิจัย

                 ชุดนิทานและเพลง      ⇾   การบริโภคผักและผลไม้

สมมติฐาน

             เด็กปฐมวัยมีการรับประทานผักและผลไม้มากขึ้นหลังจากใช้กิจกรรมชุดนิทานและเพลง

          👍 บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหารสำหรับเด็กปฐมวัย

1.1 ความหมายการบริโภคอาหาร

1.2 ความต้องการอาหารของเด็กปฐมวัย

1.3 การปลูกฝังนิสัยการบริโภคอาหาร

2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผักผลไม้

2.1 ความหมายของผักและผลไม้

2.2 สารอาหารจากผักและผลไม้

2.3 หลักการเลือกบริโภคผักและผลไม้

2.3 ประโยชน์ของผักและผลไม้

3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับชุดนิทานเพลง

3.1 ความหมายของนิทาน

3.2 ความสำคัญของนิทาน

3.4 ประโยชน์ของนิทาน

3.5 ความหมายของเพลง

3.6 ลักษณะของเพลงสำหรับเด็ก

3.7 การเลือกเพลงสำหรับเด็ก

4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหารสำหรับเด็กปฐมวัย

1.1 ความหมายการบริโภคอาหาร

            การบริโภคอาหาร หมายถึง การกินหรือการนำอาหารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต และเพื่อทำให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรงสามารถประกอบอาชีพได้อย่างเป็นสุขไม่เกิดโรคหรือสิ่งผิดปกติต่อร่างกาย อาหารที่นำบริโภคนั้นจะต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์ปราศจากสิ่งมีพิษและอาหารเหล่านี้นั้นที่จะต้องประกอบด้วยสารอาหารต่างๆ ซึ่ง ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันวิตามิน เกลือแร่ น้ำ ถ้าแบ่งตามหน้าที่ที่สำคัญแล้วสามารถแบ่งอาหารได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่มดังนี้ (นภาพร มัธยมางกูล. 2539: 109 - 115 ; อ้างอิงจาก ดวงเดือน ไกรเทพ. 2548: 9 - 12)

           1. อาหารที่ใช้พลังงาน ได้แก่ อาหารประเภท แป้ง ข้าว น้ำมัน ไขมันสัตว์อาหารเหล่านี้มีอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต และไขมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในกรณีที่ร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอ สารอาหารพวกโปรตีนสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานได้

          2. อาหารที่นำไปใช้สร้างเป็นส่วนประกอบของร่างกาย ได้แก่ อาหารประเทศเนื้อสัตว์ต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์เช่น นม ไข่ และถั่ว

          3. อาหารที่ใช้ควบคุมกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกาย ได้แก่ ผัก และผลไม้ ซึ่งอาหารพวกนี้จะประกอบด้วยเกลือแร่ต่างๆ และวิตามินเป็นส่วนสำคัญอาหารที่บริโภคควรเป็นอาหารที่สุกสะอาดอยู่ในสภาพดีไม่บูด ไม่เน่าเสีย และไม่ความสิ่งปนเปื้อนหรือสิ่งปลอดปนการเลือก บริโภคอาหารสดจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และไม่ต้องเสี่ยงต่อพิษภัยที่เกิดจากสารเคมีที่ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารตามหลักโภชนาการจำแนกอาหารหลักของคนไทยออกเป็น 5 หมู่ในการจัดกลุ่มอาหารนี้เพื่อประโยชน์ทางโภชนาการเพื่อคนไทยได้รับสารอาหารครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ร่างกายจะได้แข็งแรง และไม่มีปัญหาทุพโภชนาการ ดังนี้นั้นในการบริโภคอาหารจะต้องบริโภคอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายควบถ้วนการบริโภคอาหารที่ให้การบริโภคอาหารที่ให้เพียงพออย่างเดียวไม่สามารถรับสารอาหารครบได้ จำเป็นต้องบริโภคอาหารหลายๆชนิด ถ้าบริโภคอาหารไม่เพียงพอหรือปริมาณไม่สมดุลกับสารอาหารอื่นๆ แล้ว ก็จะมีผลทำให้เกิดเช่นเดียวกัน ถ้าบริโภคอาหารมากเกินไป ก็จะมีผลทำให้เกิดโรคเช่นเดียวกันจึงเห็นสมควรที่ให้บริโภคอาหารแต่ละวันให้ครบตามหลักโภชนาการ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อนี้

            หมู่ที่ 1 เป็นพวกสารอาหารเนื้อสัตว์ และสิ่งแทนอาหารหมู่นี้ ได้แก่ เนื้อสัตว์ เช่นหมู่ วัว เป็ด ไก่ นก และส่วนที่แทนเนื้อ ได้แก่ ถั่วต่างๆ เช่น ซีอิ้ว เต้าหู้ เต้าเจี้ยว และนมถั่วเหลือง เป็นต้น อาหารเหล่านี้จะให้โปรตีน ซึ่งเป็นต้นอาหารเหล่านี้จะให้โปรตีน ซึ่งเป็นต้นสำคัญในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมร่างกายนอกจากนี้ยังพบว่าอาหารหมู่นี้ยังให้พวกเกลือแร่

           หมู่ที่ 2 เป็นอาหารพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน และอาหารต่างๆ ที่ทำจาก ข้าวหรือแป้งเป็นต้นอาหารในหมู่นี้จะให้สารอาหารพวกคาร์โปไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นอาหารกลุ่มนี้จึงเป็นอาหารที่พลังงานแก่ร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต และเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ ของร่างกาย

           หมู่ที่ 3 เป็นอาหารพวกผักใบเขียว และพืชผักต่างๆ พืชผักพวกนี้ ได้แก่ ผักบุ้งผักตำลึง มะเขือเทศ ฟักทอง ผักใบเขียว แตงกวา เป็นต้น พวกพืชผักเหล่านี้แต่ละชนิดนั้นๆ เช่น พวกที่มีสีเขียว สีเหลือง หรือส้ม จัดเหล่านี้จะพบสารวิตามินเอสูง รวมทั้งมีแคลเชียม เหล็กวิตามินบี สอง และวิตามินชี รวมอยู่ด้วย พวกผักกินผล เช่น หัวผักกาด หัวหมอ ถั่วสด ฟักทอง มะระพริก แตงกวา เหล่านี้จะให้แคลอรีปานกลาง ส่วนพวกผักกินหัว และราก เช่น มันเทศ เผือก มั่นฝรั่ง เหล่านี้จะให้แคลอรีสูงอาหารในกลุ่มนี้จะให้สารอาหาร ซึ่งเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นการทำงานของระบบเดินอาหารให้เป็นไปตามปกติ

          หมู่ที่ 4 อาหารในหมู่นี้ ได้แก่ พวกผลไม้ต่างๆ ได้แก่ กล้วย ส้ม เงาะ ลำไย ทุเรียน มะม่วง ผลไม้ต่างๆ เหล่านี้จะมีเหลือแร่ และวิตามินต่างๆ รวมทั้งมีคาร์โบไฮเดรตที่ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโต

         หมู่ที่ 5 อาหารในหมู่ที่นี้ ได้แก่ ไขมัน จากพืช และสัตว์อาหารในหมู่นี้รวมไปถึงอาหารต่างๆ ที่มีไขมันแทรกมากพอควรด้วย ได้แก่ เนื้อ หมู ไข่ ถั่วเหลือง เป็นต้น

            จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารสามารถสรุปได้ว่าการบริโภคอาหารจะต้องเป็นอาหารที่มีประโยชน์ปราศจากสิ่งมีพิษและอาหารนั้นจะต้องประกอบด้วยสารอาหารต่างๆ ซึ่ง ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ น้ำ พร้อมทั้งให้คุณค่าการเจริญเติบโตเด็กในแต่ละวัยควรเลือกอาหารแต่ละหมู่ให้เด็กได้รับสารอาหารเพียงพอต่อปริมาณการรับสารอาหารแต่ละอย่างให้พอเพียงกับเด็ก

1.2 ความต้องการสารอาหารของเด็กปฐมวัย

         สุระวีณ์ มโนธรรม (กระทรวงสาธารณสุข. 2528: 23;อ้างอิงจาก สุระวีณ์ มโนธรรม.2525: 36) ได้กล่าวไว้ว่า เด็กวัย 1 - 5 ปี จำเป็นต้องได้รับสารอาหารต่างให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ดังต่อไปนี้

1. ผัก ควรให้เด็ก กินผักทุกวันจะเป็นผักสีเขียว หรือสีเหลืองก็ได้ประมาณวันละ4 – 8 ช้อนโต๊ะ ผักที่ควรให้เด็กกินทุกชนิดที่มีคุณค่าทางอาหาร

2. พลังงานเด็กวัย 1 - 5 ปี ต้องการสารพวกพลังงาน เพื่อการเจริญเติบโต และกิจกรรมต่างๆ ของเด็กวัยนี้ควรได้รับพลังงานประมาณวันละ 90 - 100 แคลอรี่ ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมหรือ ประมาณ 1,200 - 1,500 แคลอรี่ต่อวัน ปัญหาที่พบบ่อยในเด็กวัยเรียนก็คือ ได้รับอาหารที่ให้พลังงานไม่เพียงพอ ทั้งนี้จึงจะให้พลังงานเพียงพอ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างน้อย ต้องกินในประมาณมากจึงจะให้พลังงานเพียงพอ

3. โปรตีนเด็กวัย 1 - 5 ปี จำเป็นต้องได้รับอาหารได้รับอาหารที่มีโปรตีนให้เพียงพอเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกายควรได้รับโปรตีน 1.3 - 1.5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

4. วิตามิน และเกลือแร่ เด็กวัย 1 - 5 ปีจะต้องการวิตามิน และเหลือแร่ต่างๆ เช่นเดียวกันวัยทารก วิตามิน และเกลือแร่ที่พบมีปัญหาการขาดในวัยนี้มาก ได้แก่

4.1 วิตามิน 10 การขาดวิตามิน 10 เป็นสาเหตุสำคัญที่ให้เด็กวัยทารก และวัย1 - 5 ปี ตาบอดพบมากในเด็กตั้งแต่อายุ 2 เดือน ถึง 5 ปี

4.2 เหล็ก การขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาโภชนาการที่สำคัญของประเทศไทยพบในคนทุกวัยสำหรับเด็กวัย 1 - 5 ปี ควรดื่มน้ำให้เพียงพอแก่ร่างกาย เช่น น้ำนม น้ำผลไม้ น้ำผัก

            จากการได้ศึกษาเอกสารความต้องการของสารอาหารของเด็กวัย 1 - 5 ปี สรุปได้ว่าเด็กในวัย 1 - 5 ปี ควรได้รับสารที่ถูกหลักโภชนาการ โดยมีสารอาหารที่ส่งผลให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมีส่งเสริมให้เด็กบริโภคผัก ซึ่งอาหารผักให้พลังงานโปรตีน วิตามินเหล็กควรส่งเสริมให้ได้รับสารอาหารแต่ละวัยให้เพียงพอต่อความต้องการแต่ละวัยของเด็ก

1.3 การปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีแก่เด็ก

          วีณะ วีระไวทยะ (สุระวีณ์ มโนธรรม. 2535: 38 - 40; อ้างอิงจาก วีณะ วีระไวทยะ.2524: 20.) กล่าวไว้ว่าดังนี้

1. หัดให้เด็กกินอาหารที่มีประโยชน์ทุกชนิดเพื่อร่างกายจะได้สารอาหาร ครบถ้วนและเพียงพอความต้องการของร่างกาย โดยจัดอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้แก่เด็ก

2. หัดให้เด็กกินอาหารแปลกๆ ที่เด็กยังไม่เคยกินมาก่อน เช่น ผักใบเขียว มะเขือเทศเครื่องในสัตว์ โดยให้ครั้งละน้อยๆ ถ้าเด็ก ไม่ชอบ ไม่ควรบังคับ การบังคับจะทำให้เด็กเกิดการเกลียดอาหารชนิดนั้น และไม่ยอมกินอีก ควรใช้วิธีคัดแปลงวิธีทำ และเปลี่ยนรสชาติอาหารนั้นใหม่ความชอบไม่ชอบอาหารของเด็กวัยนี้เด็กยังไม่แน่นอนเมื่อเปลี่ยนรสชาติอาหารให้เหมาะสมกับเด็ก เด็กจะยอมรับประทานอาหารเหล่านี้ได้ดีขึ้นชอบอาหารของเด็กวัยนี้ไม่แน่นอนเมื่อเปลี่ยนรสชาติให้เหมาะสมกับเด็กจะยอมรับประทานเหล่านี้ได้ดีขึ้นชอบอาหารของเด็กวัยนี้ไม่แน่นอนเมื่อเปลี่ยนรสชาติให้เหมาะสมกับเด็กจะยอมรับประทานเหล่านี้ได้ดีขึ้น

3. ฝึกให้เด็กคุ้นเคยอาหารชนิดใหม่ๆโดยทำให้บ่อยขึ้นเด็กจะเกิดความเคยชินและเรียนรู้ที่จะชอบอาหารชนิดนั้นๆ

4. จัดอาหารให้น่ากินอาหารที่จัดให้เด็กควรมีสีสันบ้างโดยใช้อาหารที่มีสีธรรมชาติเช่นใช้ผักสีต่างๆ ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดความยากอาหาร นอกจากนี้รูปร่างลักษณะก็อาจทำให้แตกต่างกัน เช่น ผักก็อาจตัดเป็นท่อนสั้นๆหรือยาวๆบ้างหรือแตงกวาอาจให้ทั้งผลเพื่อให้เด็กกัดกิน

5. ลักษณะและรสชาติอาหารที่จัดให้เด็กควรเป็นอาหารที่ย่อยง่ายไม่เหนียวหรือแข็งจนเกินไปแต่ไม่จำเป็นต้องสับจนละเอียดทั้งนี้เพื่อฝึกให้เด็กได้ใช้ฟันขบเคี้ยวอาหารบ้าง

6. ควรจัดให้มีอาหารว่างในตอนเข้าหรือป้ายควรจัดให้มีอาหารสำหรับเด็กด้วยเพราะเด็กเล็กไม่สามารถกินอาหารได้มื้อละมากๆอาหารควรต้องมีปริมาณโปรตีนและพลังงานเพียงพอและให้พลังงานอย่างน้อยร้อยละ 10 - 15 ของปริมาณพลังงานได้รับ และควรมีโปรตีน 1ใน 5 ของความต้องการ

7. บรรยากาศสิ่งแวดล้อม บรรยากาศในการกินอาหารมีความสำคัญในการปลูกฝังนิสัยการบริโภคอย่างมากขณะกินอาหารพ่อแม่ไม่ควรบ่นว่าดุเด็กในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้นเพราะจะทำให้เด็กมีความรู้สึกไม่ดีต่ออาหาร และเกิดความไม่ชอบอาหารชนิดนั้น บรรยากาศในการกินควรรื่นรมย์ไม่เครียดแต่ควรมีระเบียบพอสมควรหัดให้เด็กนั่งกินอาหารให้เป็นที่ และรู้จักมารยาทในการกิน

8. ผู้ใหญ่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีเด็กเมื่อเด็กโตพอควรจัดให้กินอาหารกับผู้ใหญ่เพื่อจะได้หัดกินอาหารชนิดต่างๆ ที่กินอาหารกับผู้ใหญ่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการกินอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย

9. สร้างสุขนิสัยที่ดี การมีสุขนิสัยที่ดีในการกินอาหารจะช่วยให้ร่างกายย่อย และดูดซึมอาหารได้ดีขึ้นการสอนให้เด็กเคี่ยวอาหารให้ละเอียด และกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะเป็นนิสัยเช่นกินอาหารที่สะอาดไม่มีแมลงวันตอม ภาชนะที่ใส่สะอาด อาหารที่หุงต้มจนสุกทั่ว อาหาร ที่ไม่ใส่สีฉูดฉาด และล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารทุกครั้ง ประภาพรรณ เอี่ยมสุภาษิต (2548: 37 - 41)กล่าวว่า ในปัจจุบันพบว่าเด็กปฐมวัยส่วนใหญ่ไม่ชอบรับประทานผัก และผลไม้แต่นิยมรับประทานอาหารประเทศ ฟาสต์ฟูต อาหารประเทศปิ้ง ย่าง ทอด เช่น ลูกชิ้นปิ้ง หมู่ย่าง และเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมมากขึ้น ซึ่งอาหารดังกล่าวนี้มีคุณค่าทางอาหารต่ำ และมีสารอาหารไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการที่เด็กควรจะได้รับในแต่ละวันพฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้อาจส่งผลทำให้เด็กเกิดตามหลักโภชนาการที่เด็กควรจะได้รับในแต่ละวันพฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้อาจส่งผลทำให้เด็กเกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคฟันผุ ท้องผูก ภูมิแพ้ ซึ่งบางกรณีอาจจะส่งผลต่อการพัฒนาการทางด้านร่างกาย และสติปัญญาเด็กปฐมวัยเป็นช่วงของชีวิตที่ร่างกายมีการเจริญเติบโต และมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทางหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการเป็นไปตามวัยได้ด้วยดีนั้นก็คือให้เด็กรับประทานอาหารในปริมาณที่เพียงพอ และอาหารนั้นต้องให้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ สารอาหาร หมายถึง สารชนิดต่างๆ ที่ประกอบอยู่ในอาหารซึ่งมีด้วยกัน 6 ชนิด คือโปรตีน คาร์โปไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ สารอาหารทั้ง 6 ชนิดนี้ ยกเว้นน้ำมีอยู่ในอาหารหลัก 5 หมู่ที่เรารับประทานอยู่ทุกวัย โดยเฉพาะการบริโภคผักควรให้เด็กรับประทานผักทุกวันจะเป็นผักสีเขียวหรือสีเหลืองก็ได้ประมาณ วันละ 4 - 8 ช้อนโต๊ะ ผักที่ควรให้เด็กรับประทานได้แก่ มะเขือเทศ ผักตำลึง ผักบุ้ง ฟักทอง ผักกาด แครอท

             การสร้างบรรยากาศที่ดีในขณะที่เด็กกินอาหารสนุกสนาน ไม่ควรทำการอบรม สั่งสอนหรือดุว่าเด็กในขณะที่เด็กกำลังกินอาหาร

            การฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับอาหารที่แปลกใหม่อาหารที่แปลกใหม่ และมีประโยชน์ควรจัดมาให้เด็กได้ลองกินเพื่อสร้างนิสัยในการกินอาหารที่หลากหลายทั้งนี้เพื่อจะได้ปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ง่ายเพื่อเขาเติมโตขึ้นในการฝึกการกินอาหารที่แปลกใหม่ควรจัดให้ลองชิมครั้งละ 1 ประเภท และให้กินในปริมาณที่น้อยก่อนอีกทั้งไม่ควรบังคับเพราะถ้าเด็กไม่อยากกิน มีผลทำให้เด็กเกลียดอาหารชนิดนั้นได้ควรใช้วิธีการเป็นตัวแบบ โดยกินอาหารให้เด็กเห็นหรือการควรใช้การเด็กเกลียดอาหารชนิดนั้นได้ควรใช้วิธีการเป็นตัวแบบ โดยกินอาหารให้เด็กเห็นหรือการควรใช้การเสริมแรง ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีกว่าจัดให้เด็กมีส่วนร่วมในการทำอาหารการจัดกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัยได้ร่วมทำงานหรือประกอบอาหารนับว่าเป็นวิธีการที่ดีวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างนิสัยให้เด็กกินผัก

          จากการได้ศึกษาเอกสารการปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีแก่เด็กสรุปได้ว่าการฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับอาหารที่แปลกใหม่อาหารที่แปลกใหม่ และมีประโยชน์ควรจัดมาให้เด็กได้ลองกินเพื่อสร้างนิสัยในการกินอาหารที่หลากหลายทั้งนี้เพื่อจะได้ปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ง่ายเพื่อเขาเติมโตขึ้นและสร้างบรรยากาศที่ดีในขณะที่เด็กกินอาหารสนุกสนาน ไม่ควรทำการอบรม สั่งสอนหรือดุว่าเด็กในขณะที่เด็กกำลังกินอาหาร

2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผักผลไม้

2.1 ความหมายของผักและผลไม้

       ภัทรสิริ    สวนหมาก ( 2552 ) กล่าวว่า ผัก หมายถึง ส่วนต่างๆของพืช เช่น ราก   ลำต้น  ใบ   ดอก  ผล  ที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ แต่ไม่รวมผลไม้  สมุนไพร และเครื่องเทศ

      พิมพ์เพ็ญ   พรเฉลิมพงศ์  ( 2553 )  กล่าวว่า ผัก หมายถึง ผลที่ได้จากพืชสามารถนำมาประกอบอาหารได้ และได้จากส่วนต่างๆของพืช เช่น ราก   ลำต้น  ใบ   ดอก  ผล   และเนื้อเยื่อของผักเซลล์อวบน้ำแต่รสชาติไม่หวานเหมือนผลไม้ ผักมีกากใยอาหารสูง  วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย

      ชฏาภรณ์    กลิ่นกุหลาบ ( 2557 ) กล่าวว่า ผัก หมายถึง ส่วนต่างๆของพืชที่สามารถรับประทานได้ และมีสารอาหารที่ให้พลังงานต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่หลากหลายชนิดมีปริมาณเส้นใยอาหารสูง

     สรุปความหมายของผัก คือ  ส่วนต่างๆของพืช เช่น ราก   ลำต้น  ใบ   ดอก  ผล  ที่สามารถรับประทานสดหรือนำมาประกอบอาหารได้ และให้พลังงานต่ำเนื่องจากมีน้ำเป็นส่วนประกอบมากผักแต่ละชนิดมีกลิ่นและรสชาติที่ต่างกัน แต่อุดมไปด้วยวิตามิน  แร่ธาตุ  และเส้นใยอาหารสูง

      ความหมายของผลไม้

             ภัทรสิริ    สวนหมาก ( 2552 )  ผลที่ได้จากการนำพืชมาขยายพันธุ์และพืชนั้นผลิดอกออกผลที่สามารถนำมารับประทานได้ เช่น ทุเรียน  มะม่วง  สาลี่  แตงโมง  ส้ม  แอปเปิล เป็นต้น

            ชนิพรรณ    บุตรยี่  ( 2555 ) ผลไม้ หมายถึง  ส่วนผลของพืชมีลักษณะเป็นลูก หรือพวงและมีเมล็ดอยู่ภายในผลนั้น ผลของพืชที่นำมารับประทานเป็นผลไม้ไม่ได้ เช่น กล้วย มะม่วง  สาลี่  แตงโมง  แอปเปิล แคนตาลูป เป็นต้น รวมถึงกลุ่ม citrus เช่น ส้ม  มะนาว  ส้มเช้ง  เลมอน  ส้มเขียวหวาน

          ชฏาภรณ์    กลิ่นกุหลาบ  ( 2557 ) กล่าวว่า ผลไม้ หมายถึง ผลิตผลที่ได้จากพืช เป็นผลสดที่ให้สารอาหารพลังงานต่ำ และสามารถแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ไม่ได้ โดยส่วนผสมหลักต้องเป็นผลไม้เป็นส่วนใหญ่

          สรุปความหมายของผลไม้ คือ ส่วนผลที่ได้จากส่วนดอกของพืชและมีเมล็ดข้างในผล สามารถรับประทานสดและนำไปประกอบอาหารได้ ผลไม้มีทั้งชนิดผลเดี่ยว เช่น ส้ม ชมพู่  มะม่วง  มะปราง ผลกลุ่ม เช่น น้อยหน่า   สตรอเบอรี่  และผลไม้รวม เช่นสับประรด  ขนุน  เป็นต้น

 2.2 สารอาหารจากผักและผลไม้

         ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต    โปรตีน   ไขมัน   วิตามิน   แร่ธาตุ  ใยอาหาร ( ไมตรี สุทธจิตต์, 2548 )

1. คาร์โบไฮเดรต ( Carbohydrate ) พบมากในผักประเภทพืชหัว เช่น หัวมัน  หัวเผือก  มันฝรั่ง ธัญพืชต่างๆผักและผลไม้บางชนิด ที่พบคาร์โบไฮเดรตในรูปของแป้ง และบางชนิดพบคาร์โบไฮเดรตในรูปของน้ำตาล เช่น เงาะ  ละมุด  ลำไย  และบางชนิดพบทั้งคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบของแป้งและน้ำตาล ซึ่งคาร์โบไฮเดรตทำหน้าที่ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย

2. โปรตีน  ( Protien )  นอกจากจะมีมากในเนื้อสัตว์แล้ว ยังสามารถพบได้ในผักและผลไม้อีกด้วยโดยเฉพาะธัญพืช  เช่น ถั่วต่างๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น  น้ำเต้าหู้   เต้าหู้  นมถั่วเหลือง  แม้ว่าโปรตีนในผักและผลไม้จะมีปริมาณน้อยกว่าเนื้อสัตว์ แต่โปรตีนในผักและผลไม้ก็มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายที่ทำหน้าที่เสริมสร้างเซลล์เนื้อเยื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายและมีเส้นใยอาหารสูงช่วยในเรื่องระบบการย่อยและการขับถ่าย

3. ไขมัน ( Fat ) จากพืชผักเป็นน้ำมันที่ไม่มีคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันที่พบมากในเมล็ดพืชต่างๆ เช่น เมล็ดทานตะวัน  เมล็ดงา  เมล็ดคำฝอย  เมล็ดถั่วเหลือง  มะกอกและข้าวโพดซึ่งน้ำมันในเมล็ดพืชนอกจากให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแล้ว ยังช่วยทำความสะอาดคราบไขมันที่ติดตามผนังเส้นเลือดอีกด้วย

4. วิตามิน ( Vitamin ) เป็นสารอาหารร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ วิตามินที่พบมากที่สุดในผักและผลไม้ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ละลายน้ำได้และกลุ่มที่ละลายน้ำไม่ได้แต่ละลายในไขมัน เช่น วิตามิน  เอ  ดี อี และเค  ซึ่งวิตามินมีบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญ คือ ควบคุมการทำงานในร่างกายให้เป็นปกติ ช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ถ้าร่างกายไม่ได้รับวิตามินอย่างเพียงพอจะทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติและนำมาสู่โรคภัยต่างๆ วิตามินจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีต้องมีเกลือแร่เป็นส่วนประกอบร่วมด้วยในการทำงาน

5. เกลือแร่ ( Minerals ) พบได้มากในผักและผลไม้ เกลือแร่ที่พบมาก ได้แก่  โพแทสเซียม  โซเดียม  แมกนีเซียม  สังกะสี  กำมะถัน  เป็นต้น  ซึ่งเกลือแร่เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่ไม่มาก แต่ร่างกายก็ขาดไม่ได้ เพราะเกลือแร่มีหน้าที่หลักในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายและควบคุมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ

6. น้ำ ( Wather ) ผักและผลไม้มีน้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้ผักและผลไม้มีรสชาติที่อร่อย มีเนื้อที่กรอบ และน่ารับประทาน ผักที่มีน้ำมาก ได้แก่ ผักตระกูลแตง   ผักกาดแก้ว  มะเขือเทศ  พริกหยวก  ดอกกะหล่ำ ผลไม้ที่มีน้ำมาก ได้แก่ ผลไม้ตระกูลส้ม  องุ่น  แตงโม  สับปะรด ชมพู่ เป็นต้น ผักและผลไม้ที่มีน้ำมาก เมื่อรับประทานและจะทำให้รู้สึกสดชื่น  ชุ่มคอ  แก้กระหาย  ลดอาการอ่อนเพลีย และช่วยละล้างสารพิษในร่างกาย

 2.3 หลักการเลือกบริโภคผักและผลไม้

 1. ผักและผลไม้ต้องสด  สะอาด  ผิวไม่มีรอยซ้ำ  ผิวไม่เหี่ยว  ขั้วติดแน่นกับผล เมื่อกดดูเนื้อไม่นิ่มนุ่ม

2. ผักและผลไม้ไม่มีสารพิษหรือสารเคมี สังเกตผักและผลไม้ที่ใช้สารเคมีมักจะมีผิวสวย  มันวาว  ไม่มีรอยแมลงแทะ  และมีคราบขาวของสารเคมีตกค้าง

3.เลือกบริโภคผักและผลไม้โดยคำนึงถึงประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการเป็นสำคัญ ผักและผลไม้ที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทางโภชนาการมากไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง ผักและผลไม้ไทยพื้นบ้านหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

4. บริโภคผักและผลไม้โดยคำนึงถึงการประกอบอาหาร การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้ประโยชน์และสารอาหารครบถ้วน ควรเน้นการรับประทานผักและผลไม้สดเนื่องจากวิตามินและเกลือแร่ในผักและผลไม้ยังอยู่ครบไม่ถูกทำลายไปกับขั้นตอนการประกอบอาหาร

5. รู้วิธีการบริโภคผักเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ผักบางชนิดจะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นเมื่อนำไปประกอบอาหารให้สุก

6. เลือกบริโภคผลไม้ที่มีรสชาติไม่หวานจัด เนื่องจากผลไม้บางชนิดมีรสชาติหวานมากเมื่อสุก ถ้ารับประทานมากเกินไปจะทำให้ไปกระตุ้นการเกิดโรคต่างๆได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน  โรคอ้วน  เป็นต้น

7. บริโภคผักและผลไม้ให้หลากหลาย เนื่องจากผักและผลไม้แต่ละชนิดมีวิตามินและแร่ธาตุแตกต่างกันทั้งชนิดและปริมาณ เพื่อให้ร่างกายได้สารอาหารครบถ้วนเพื่อที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับร่างกายได้อย่างทั่วถึง ควรเลือกรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลายในแต่ละวัน

        การบริโภคผักและผลไม้ตามหลักการบริโภคผักผลไม้ เป็นแนวทางการปฏิบัติตนที่ดีเพื่อให้ผู้บริโภคยึดปฏิบัติตามหลักการบริโภคผักและผลไม้นั้นทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารจากผักและผลไม่ครบถ้วน

 2.4 ประโยชน์ของผักผลไม้

1. ผักและผลไม้มีสารพฤกษาเคมี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จากแสงแดดฝุ่นควันต่างๆ หรือแม้กระทั้งอาหารปิ้งย่าง ซึงสารอนุมูลอิสระเหล่านี้เมื่อร่างกายได้รับปริมาณมากจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติและอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ แก่ร่างกาย

2. ผักและผลไม้เป็นอาหารที่มีเส้นใยอาหารมากที่สุดทำให้ระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายเป็นปกติ

3.   ผักและผลไม้มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักและมีเส้นใยอาหารมาก เมื่อรับประทานแล้วทำให้รู้สึกสดชื่นและอิ่มท้อง ผู้ที่รักสุขภาพหรือต้องการลดน้ำหนักจึงหันมาบริโภคผักและผลไม้จำนวนมาก ผักและผลไม้ที่สามารถควบคุมน้ำหนักได้อย่างเป็นอย่างดีและทำให้อิ่มท้องนาน ได้แก่ กล้วย แอปเปิล  มะละกอ เป็นต้น

4. ผักและผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองการจดจำ การเรียนรู้ต่างๆ และป้องกันโรคความจำเสื่อม ซึ่งผักและผลไม้เป็นอาหารสมองที่ร่างกายต้องการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วยเรื่องการทำงานของระบบประสาท ซึ่งมีมากในผักและผลไม้สีเขียว

5. ผักและผลไม้มีวิตามินที่ช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆของร่างกาย และทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ ถ้าเรารับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอในแต่ละวัน เราไม่จำเป็นต้องซื้อวิตามินเสริมมารับประทาน

6. ผักและผลไม้เป็นอาหารผิวที่ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส ดูสวยงามและผิวอ่อนกว่าวัย เนื่องจากผักและผลไม้มีวิตามินซีและวิตามินอีสูง ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยบำรุงผิวให้ดูขาว ใส สุขภาพดีและช่วยสร้างคอลาเจนใต้ผิวหนัง ซึ่งคอลาเจนมีคุณสมบัติทำให้ผิวเต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย

         จะเห็นได้ว่าผักและผลไม้มีประโยชน์ที่สำคัญต่อร่างกาย เราควรเลือกรับประทานให้เพียงพอต่อร่างกายในแต่ละวันและควรสลับสับเปลี่ยนเลือกบริโภคผักและผลไม้ให้หลากหลายเพื่อให้สารอาหารวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ครบถ้วน

 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับชุดนิทานเพลง

3.1 ความหมายของนิทาน

            สุวิทย์ มูลคำ, และอรทัย มูลคำ (2547, . 212) กล่าวว่านิทานเป็นเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อ กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอาจเป็นเรื่องราวที่อิงความจริง หรือเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ ของผู้ เล่าเองก็ได้ บางเรื่องอาจมีการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพื่อให้เกิดความตื่นเต้นสนุกสนาน บางเรื่องก็มีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมเพื่อเป็นข้อคิด ข้อเตือนใจแก่ผู้ฟัง

            วไลพร เมฆไตรรัตน์ (2549, . 222) กล่าวว่านิทานเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือ มีผู้ แต่งขึ้นเพื่อความสนุกสนานอาจเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ หรือเป็นเรื่องที่แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และอาจสอดแทรกคติเตือนใจหรือแนวปฏิบัติในการดำ เนินชีวิ ต

            ประคอง นิมมานเหมินทร์ (2550, . 9) กล่าวว่า นิทาน หมายถึง เรื่องที่เล่ากันต่อๆมา จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง โดยไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ ทอง ปลาบู่ทอง หรือโสนน้อยเรือนงาม มีการเล่าสู่กันฟังจากปู่ ย่าตายายของเรา พ่อแม่ของเรารวมทั้งตัวเรา

เองไปจนถึงลูกหลานเหลนโหลนของเรา เป็นทอดๆ กันไปรุ่นแล้วรุ่นเล่า บางครั้งก็แพร่กระจาย จากท้องถิ่นหนึ่งไปสู่อีกท้องถิ่นหนึ่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ ทอง อาจมีหลายสำนวนแล้วแต่ความ ทรงจำ ความเชื่อและวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น

           โชติ ศรีสุวรรณ (2546, หน้า 10) ได้อธิบายความหมายของนิทานว่า หมายถึงเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อๆ กันมา กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งเป็นเรื่องเล่าสืบทอดจากปากต่อปากด้วยความทรงจำจึงไม่ทราบชื่อผู้แต่ง

          พรทิพย์ ซังธาดา (2545, หน้า 88) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า หมายถึงเรื่องที่ชาวบ้านเล่าถ่ายทอดด้วยมุขปาฐะเป็นภาษาร้อยแก้วหรือถ้อยคำสำนวนของชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่นเล่าสืบต่อกันมา เป็นเวลาช้านานจนไม่ทราบว่าใครเป็นคนต้นคิดขึ้นมักจะขึ้นต้นว่านานมาแล้วหรือกาลครั้งหนึ่งนาน มาแล้วเป็นการเริ่มเรื่อง

           สุกันยา อินทร์นุรักษ์ (2553, หน้า 35) กล่าวว่า นิทาน หมายถึงเรื่องราวหรือเรื่องเล่าที่มีการเล่าสืบต่อกันมา จากจินตนาการของผู้เขียน หรือผู้เล่าเรื่อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อเล่าให้ลูกหลานฟังในรูปสอนใจ หรือแนวปฏิบัติที่ถูกที่ควรในการดำรงชีวิต นิทานเป็นเรื่องที่เล่าสืบสานต่อๆ กันมา ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งในหลายอย่างของมนุษย์ เป็นสิ่งที่มีความหมาย มีคุณค่า ซึ่งนิทานจะมีทั้งนิทานที่เล่าปากเปล่าและนิทานที่มีการเขียนการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร นิทานหมายถึงเรื่องเล่าหรือเรื่องที่แต่งขึ้นใหม่โดยใช้วิธีการเล่าเรื่อง หรือใช้อุปกรณ์ต่างๆ ประกอบในการเลานิทานเพื่อความสนุกสนาน ให้คติสอนใจ และง่ายต่อความเข้าใจในเนื้อหาของนิทานที่ต้องการสื่อออกมาทั้งนี้ในการเล่าเรื่องการเลือกนิทานหรือการใช้ภาษาควรคำนึงถึงวัยของผู้ฟัง

        สรุปได้ว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา หรืออาจเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ให้ความรู้สอดแทรกคติ แนวคิดที่ดีมีคุณธรรม จริยธรรมที่พึงประสงค์ คติสอนใจ และให้ความรู้ สร้างจินตนาการให้กับผู้อ่านและผู้ทีได้ฟังนิทานเป็นสื่อที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในการเรียนรู้โดยใช้วิธีการเล่าเรื่อง หรือใช้อุปกรณ์ต่างๆ ประกอบในการเลานิทานเพื่อความสนุกสนาน ให้คติสอนใจ และง่ายต่อความเข้าใจในเนื้อหาของนิทานที่ต้องการสื่อออกมาทั้งนี้ในการเล่าเรื่องการเลือกนิทานหรือการใช้ภาษาควรคำนึงถึงวัยของผู้ฟัง

3.2 ความสำคัญของนิทาน

         มีผู้กล่าวถึงความสำคัญของนิทานไว้ ดังนี้

         เกริก ยุ้นพันธ์ (2547, . 55-56) ได้ กล่าวถึงความสำคัญของการเล่านิทานไว้ ดังนี้

1. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิด เป็นกันเองกับผู้เล่า

2. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะเกิดความรู้สึกร่วมในขณะฟังทำให้เขาเกิดความเพลิดเพลิน ผ่อนคลายและสดชื่นแจ่มใส

3. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะมีสมาธิหรือความตั้งใจที่มีระยะเวลานานขึ้นหรือยาวขึ้นโดยเฉพาะผู้ ล่าที่มี ความสามารถในการตรึงให้ ผู้ฟังหรือเด็กๆ ใจจดจ่ออยู่ กับเรื่องราวที่ผู้ เล่าเล่าเรื่องที่มีขนาดยาว

4. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานที่มีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรมและ จริยธรรม ทาให้ เด็กๆ และผู้ฟังเข้าใจในความดีและความงามยิ่งขึ้น

5. นิทานจะทำให้ เด็กๆ หรือผู้ฟังมีความละเอียดอ่อน รู้จักการรับและการให้มองโลกในแง่ดี

6. นิทานจะทำ ให้ เด็กๆ หรือผู้ฟังใช้ กระบวนการคิดในการพิจารณาแก้ปัญหาได้

7. นิทานสามารถสร้างความกล้าให้ กับเด็กๆ หรือผู้ฟังโดยการแสดงออกที่ผ่านกระบวนการคิดที่มีประสิทธิภาพ

8. เด็กๆ และผู้ฟังจะได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้

9. นิทานช่วยสร้างเสริมจินตนาการที่กว้างไกลไร้ขอบเขตให้ กับเด็กหรือผู้ฟัง

10. นิทานสามารถช่วยให้ เด็กๆ และผู้ฟังได้รู้จักการใช้ ภาษาที่ถูกต้อง การออกเสียง การกระดกลิ้นตัว ร เรือ และ ล ลิงได้ อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ     

         กุลยา ตันติผลาชีวะ (2548, . 33) ได้ กล่าวถึงความสำคัญของนิทานว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญของครูปฐมวัยที่ใช้ในการสอนนิทานเป็นเครื่องมือการสอนที่มีประสิทธิภาพสามารถจูงใจให้ผู้เรียนคล้อยตามกระตุ้นให้คิดกระตุ้นให้แสดงออกและเป็นตัวแบบหล่อหลอมพฤติกรรม

ต่อการเรียนการสอนนิทานจะช่วยการสอนดังนี้

1. เป็นสื่อนำเข้าสู่บทเรียน

2. ใช้ เป็นแหล่งการเรียนรู้ด้วยการฟัง

3. ใช้ เป็นเครื่องบันเทิงใจผ่อนคลายอารมณ์

4. ใช้ เป็นสื่อการสอนภาษา การคิด การแก้ปัญหา การศึกษาตามจุดประสงค์ ของครู

5. ใช้ เพื่อฝึกการควบคุมตนเองในด้านอารมณ์ สมาธิและการฟัง

6. ส่งเสริมการอ่าน

7. ใช้ เป็นสื่อประกอบการเรียนเพื่อสร้างแรงจูงใจ

          สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550, . 11-16) ได้ ระบุถึง ความสำคัญของนิทาน ไว้ ว่านิทานเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่เพราะนอกจากนิทานจะช่วยให้ เด็กๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้วยังเป็นโลกแห่งจิตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรักความฝัน สานสัมพันธ์อันอบอุ่น ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัวอีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจและปรัชญาชีวิตอันลํ้าลึกแก่เด็กนิทานมีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก ดังนี้

1.ช่วยพัฒนาการเด็กทางด้านลักษณะชีวิตเด็กได้ เรียนรู้ถึงลักษณะชีวิตที่ดีผ่านนิทาน ที่ปรารถนาให้เด็กมี พฤติกรรมที่ดี เช่น มีคุณธรรมจริยธรรม มีความกล้าหาญ มีความยุ ติธรรม

2.การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพบุคลิกภาพเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่มากในนิทานซึ่งเด็กจะได้รับรู้ถึงบุคลิกภาพที่ดีที่จะช่วยให้ อยู่ ในสังคมได้ อย่างดี เช่น ความเชื่อมั่นการรักษาตน ความสุภาพอ่อนน้อม ความมีมารยาทที่ดี ความเป็นผู้นำ

3.การพัฒนาเด็กด้านความรู้และสติปัญญา

4.การพัฒนาเด็กในด้านทักษะและความสามารถ

5.การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพ นิทานเป็นกระบวนการหนึ่งที่กําหนดบทบาท

ในด้านสุขภาพให้ เกิดแก่เด็ก เพราะเมื่อเด็กได้ อ่านหรือได้ฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ใน การรักษาสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตน

          สรุปได้ ว่านิทานเป็นสื่อที่สำคัญที่ใช้ ในการสอน นิทานเป็นเครื่องมือในการสอนที่มีประสิทธิภาพสามารถจูงใจให้ผู้เรียนคล้อยตามอีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจและปรัชญาชีวิตที่จะช่วยให้อยู่ ในสังคมได้ อย่างดีนิทานจะช่วยให้ เด็กๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้วยังเป็นโลกแห่งจิตนาการที่สมบูรณ์แบบ

 3.4 ประโยชน์ของนิทาน

1. นิทานช่วยกระตุ้นจินตนาการ การฟังจากเสียงที่เล่าออกมาทำให้เด็กได้ใช้จินตนาการโดยสร้างเรื่องราวให้เห็นเป็นรูปภาพ การเชื่อมโยงในการใช้จินตนาการจากเสียงเป็นภาพจะช่วยพัฒนาความฉลาดของเด็กได้มาก

2. ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต ซึ่งเป็นพื้นฐานในการสร้างความมั่นใจ กล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เหมาะสมและสร้างสรรค์

3. นิทานช่วยส่งเสริมด้านภาษา การที่เด็กได้ฟังได้ยินเสียงจะทำให้เขารู้จักคำหรือประโยคตลอดจนรู้จักความหมายของคำหรือประโยคนั้นๆ และนำไปสู่การเข้าใจภาษาและสื่อสารได้เหมาะสม อีกทั้งเป็นการปูพื้นฐานทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียนต่อไป

4. นิทานช่วยเสริมสร้างสมาธิ สมาธิเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เด็กหรือผู้ใหญ่ได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเสร็จและสำเร็จได้ง่าย

5. เนื้อหาในนิทานส่วนใหญ่มักสอดแทรกทักษะชีวิต และข้อคิดดีๆไว้ในตอนท้ายเรื่องเสมอ ซึ่งสามารถใช้เป็นสื่อในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้แก่เด็กใช้เป็นตัวบ่มเพาะคุณธรรมและจริยธรรม ทำให้เด็กได้ตระหนักถึงคุณงามความดีและสิ่งเหล่านี้จะพัฒนาเป็นบุคลิกภาพติดตัวไปจนตลอดชีวิต

6. นิทานช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้แก่พ่อแม่และเด็กได้เป็นอย่างดี นิทานเป็นสื่อกลางที่ส่งความอบอุ่นความเอาใจใส่จากพ่อแม่ไปสู่ลูกทำให้เด็กไม่รู้สึกว้าเหว่ เด็กมีสภาพจิตใจที่มั่นคงมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์และความคิดเหมาะสมตามวัย

 3.5 ความหมายของเพลง

             พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542) ให้ความหมายของเพลงว่า หมายถึง เสียงร้องหรือเสียงดนตรีที่เป็นทำนองคือเสียงสูง ๆ ต่ำๆ สลับกัน ตามแต่ผู้แต่งได้ประดิษฐ์ เรียบเรียงขึ้นโดยมีประโยควรรคตอนสัมผัสและจังหวะถูกต้องตามทฤษฎีดุริยางคศิลป์

             เธียรชัย เอี่ยมจรเมธ ( 2544 ) กล่าวว่า เพลง  หมายถึง  สำเนียงขับร้องทำนองดนตรีกระบวน วิธีรำดาบรำทวน เป็นต้น

            สรุปได้ว่า เพลงและดนตรีหมายถึง เสียงร้องหรือเสียงดนตรีที่เป็นทำนองเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ สลับกัน ตามแต่ผู้แต่งได้ประดิษฐ์ เรียบเรียงขึ้น

 3.6 ลักษณะของเพลงสำหรับเด็ก

           เพลงเด็กที่เหมาะสมต้องเป็นเพลงที่มีความสนุกสนานและมีเนื้อร้องที่ส้ันๆ จำ ง่ายเพราะเด็กในวัยนี้มีช่วงความสนใจสั้นดังนั้น เนื้อเพลงจึงต้องมีเนื้อร้องสั้น ๆ น่าสนใจดังที่ ละออ ชุติกร  ( 2537 ) ได้กล่าวถึงลักษณะเพลงที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยดังนี้

1. เนื้อร้องสั้นได้ใจความเด็กในวัยนี้มีช่วงความสนใจสั้นและจา อะไรที่ยากไม่ได้พูดประโยคยาว ๆยังไม่คล่องดังนั้นเนื้อเพลงสำหรับเด็กจึงต้องสั้นมีตั้งแต่ 2 วรรคถึง 4 หรือ6 วรรค

2. มีถ้อยคำที่ชวนให้ส นุกสนานและเกิดอารมณ์ขัน เด็กจะชอบเล่นกับคำพูด ที่มีเสียงสูง ๆ ต่ำๆ เช่น

 ตุ๊บป่อง    ดุ๊กดิ๊ก     จุ๊กกรู    โฮกป๊ก  และรู้สึกสนุกการที่ได้พูดคำเหล่านี้

3. ใช้คำซ้ำๆ ซึ่งทำให้จำได้ง่ายและใช้ถ้อยคำที่เด็กเข้าใจง่ายไม่มีศัพท์ที่ยากเกินความเข้าใจของเด็กเนื่องจากเด็กในวัยนี้ยังไม่รู้คำมากนัก

4. เนื้อร้องเป็นเรื่องที่เด็กสนใจชอบและสนใจเพลงที่เกี่ยวกับตนเอง  เพลงที่เกี่ยวกับสัตว์  เพลงที่มีการเลียนแบบเสียงของสัตว์ต่างๆ

5. ทำนองเพลงง่ายเพลงสำหรับเด็กปฐมวัยควรมีทำนองที่ง่ายๆใช้น้ำเสียง ที่ใกล้เคียงเสียงสูงเพราะในวัยนี้ยังไม่สามารถร้องเสียงสูงมากหรือต่ำมากได้และยังเปลี่ยนเสียงสูงต่ำยังไม่ได้ดี

6. จังหวะชัดเจนจังหวะเพลงที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นจังหวะที่ชัดเจนค่อนข้างช้าและไม่เร่งเร้าหรือเร็วจนเกินไปเพราะประสาทรับรู้ทางเสียงของเด็กยังไม่ดีพอ

7. มีความหมายดีเพลงที่เหมาะสำหรับเด็กปฐมวัยควรมีความหายที่ดีและมีคุณค่าต่อเด็กทั้งนี้เพื่อยกระดับจิตใจและช่วยในการปลูกฝังเสริสร้างคุณธรรมและลักษณะนิสัยที่ดีงาม

8. ให้ความรู้แก่เด็กปฐมวัยควรจะเป็นเพลงที่สอดแทรกความรู้ต่างๆให้กับเด็กด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เด็กมากที่สุด

          สรุปได้ว่าลักษณะของเพลงที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยจะต้องเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องสั้นๆได้ใจความมีเนื้อหาที่เด็กสนใจใช้ถ้อยคำที่ชวนให้สนุกสนานทำนองเพลงง่ายๆจังหวะชัดเจนและมีความรู้สอดแทรกในเนื้อหาของเพลงเพราะเด็กในวัยนี้สามารถเรียนรู้และจำสิ่งต่างๆที่ครูป้อนให้ได้อย่างรวดเร็ว

 3.7 การเลือกเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย

         การเลือกเพลงที่จะนำมาใช้กับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเพลงมีอิทธิพลต่อจิตใจของเด็กเพลงบางเพลงอาจจะทำให้เด็กคึกคักอยากกระโดดโลนเต้นบางเพลงก็สนุกสนานบางเพลงก็ชวนให้เคลิบเคลิ้มอยากนอนหลับทั้งนี้อยู่ที่หารเลือกเพลงมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ละออ  ชุติกร ( 2537 ) ได้กล่าวถึงแนวทางการเลือกเพลงสำหรับเด็กปฐมวัยไว้ ดังนี้

1. เลือกเพลงที่เหมาะสมกับวัยเด็กระดับปฐมวัยยังเรียนรู้คำได้ไม่มากนักและยังไม่สามารถจำถ้อยคำที่ยากหรือประโยคยาวๆได้ดังนั้นจึงต้องเลือกเนื้อร้องเพลงที่มีประโยคสั้นๆมีคำซ้ำๆและกล่าวถึงสิ่งที่เด็กรักและพอใจประกอบด้วยถ้อยคำและทำนองที่ช่วยให้เด็กเกิดอารมณ์สนุกสนานร่าเริง

2. เลือกเพลงให้เหมาะสมกับโอกาสที่จะใช้การเลือกเพลงให้เด็กฟังหรือให้เด็กหัดร้องต้องดูให้เหมาะสมกับโอกาสที่จะใช้ด้วย

3. เลือกเพลงที่มีคุณค่าต่อเด็กบางครั้งมักจดจำเพลงที่ผู้ใหญ่ร้องกันซึ่งบางเพลงก็มีเนื้อร้องที่ไม่เหมาะสมกับเด็กไม่ได้ให้คุณค่าอะไรแก่จิตใจเด็กเพียงแต่ร้องเพื่อความเพลิดเพลินโดยไม่มีความหมายอะไรฉะนั้นผู้ใหญ่ควรจะเลือกเพลงที่ให้ประโยชน์ต่อเด็ก

4.เลือกเพลงให้สัมพันธ์กับสิ่งที่จะสอนในการสอบเพลงให้กับเด็กนั้นเราไม่ได้มุ่งให้เด็กได้รับความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียวแต่เรามุ่งจะให้เด็กได้รับความรู้ด้วย ดังนั้นครูจึงต้องคำนึงถึงความหมายของเนื้อร้องในบทเพลงให้สัมพันธ์กับเรื่องที่จะสอนจึงได้ประโยชน์แก่เด็ก

 จิตต์    โชคอุทัย ( 2524 )  ได้กล่าวถึงข้อความควรคำนึงในการเลือกเพลงสำหรับเด็กไว้ 4 ประการดังนี้

1. เพลงนั้นต้องตรงกับบทเรียนคือมีเนื้อเพลงตรงกับเนื้อเรื่องหรือใช้คำตรงกับคำที่สอนมากที่สุด

2. เพลงนั้นต้องสนุกสนานหมายถึงเนื้อร้องทำนองลีลาและจังหวะเร้าใจให้สนุกสนาน

3.เพลงนั้นต้องง่ายเนื้อร้องทำนองจังหวะต้องง่ายๆใช้คำง่ายๆอย่าให้ยากจนเด็กเป็นสามารถร้องได้ เพลงเด็กจึงต้องสรรหาให้เหมาะสม

4. เพลงนั้นต้องสั้นให้สั้นพอที่ครูว่า 2 รอบ เด็กจำได้

ดรุณี    สัจจากุลและผ่องฉวี   พหุลรัตน์  ( 2536 )  ได้กล่าวว่า  เพลงที่จะนำมาสอนเด็กนั้นควรเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องสั้นๆได้ใจความใช้คำซ้ำๆกับเข้าใจง่าย มีถ้อยคำฟังแล้วชวนให้สนุกสนาน

             สรุปได้ว่าการเลือกเพลงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยจะต้องเลือกเพลงที่มีประโยคสั้นๆมีเนื้อหาและทำนองสนุกสนานให้ประโยชน์กับเด็กและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

           พันทิวา  สุระคาย (2553:บทคัดย่อ) ได้กล่าวว่าภายหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานและเพลงฉันชอบกินผัก นักเรียนชั้นอนุบาลมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานผักและผลไม้ได้ดีขึ้น โดยนักเรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานผักโดยไม่ต้องกระตุ้นคิดเป็นร้อยละ 70 รับประทานผักโดยการกระตุ้นหรือชักชวน คิดเป็นร้อยละ 26 และไม่รับประทานผักและผลไม้เลย คิดเป็นร้อยละ 4

          จากเอกสารงานวิจัยที่กล่าวมาสรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเล่านิทานสำหรับเด็กปฐมวัยสามารถส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานผักของเด็กปฐมวัยได้ดีขึ้น

        ดริน เปรมใจ (2556) การส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานผักของเด็กปฐมวัย เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางสังคมกับเจตคติต่อการ รับประทานผัก และศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางสังคมกับเจตคติต่อการรับประทานผักพฤติกรรมการรับประทานผัก กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย ปี การศึกษา 2556 โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ชั้น อนุบาล 1/8 จานวน 15 คน นัก เรียนชาย 7 คน นักเรียนหญิง 8 คน จำนวน เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการรับประทานผัก ของเด็กปฐมวัย โดยจัดกิจกรรมการเล่านิทาน และเพลง

                    สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ จากการศึกษาการส่งเสริมพฤติกรรมการรับประทานผักของเด็กปฐมวัยโดยจัดกิจกรรมการเล่านิทานและเพลงชั้น อนุบาล 1/8 โรงเรียนเซนต์หลุยส์ ฉะเชิงเทรา พบว่าเด็กส่วนใหญ่ได้ฟังนิทานที่เกี่ยวกับผักและเพลงที่เกี่ยวกับผักแล้วส่งส่งผลให้เด็กอยากรับประทานผักมากขึ้น เด็กจะชอบรับประทานแครอท มากที่สุด รองลงมาคือฟักทอง และมะเขือเทศตามลำดับ

     👍บทที่ 3

วิธีการดำเนินงานวิจัย

         การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - experimental Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการบริโภคผักและผลไม้ ก่อน - หลัง จากการใช้ชุดนิทานและเพลง โดยมีวิธีการและลำดับขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังต่อไปนี้

               1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

               2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

               3. การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ

               4. วิธีการดำเนินการวิจัย

               5. การเก็บรวบรวมข้อมูล

               6. การวิเคราะห์ข้อมูล

               7. สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล

 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

                    1.1 ประชากร

       ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประชากรเด็กปฐมวัยเป็นชายหญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร รวมทั้งหมด 120 คน

             1.2 กลุ่มตัวอย่าง

      ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประชากรเด็กปฐมวัยเป็นชายหญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2/4  จำนวน  25  คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) ด้วยวิธีการเลือกห้องเรียนมาห้องจาก 4 ห้องเรียน ทุกห้องเรียนมีลักษณะคล้ายคลึงกัน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  ได้แก่  เครื่องมือสำหรับใช้ในการทดลองและเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวบข้อมูล ดังนี้

                  1. แผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ นิทานและเพลง

                  2. แบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผัก-ผลไม้

 การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ

1. แผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ นิทานและเพลงเกี่ยวกับผัก ผลไม้

ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย

1. การสร้างแผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้ นิทานและเพลงเกี่ยวกับผัก ผลไม้ดำเนินการตามลำดับขั้นดังนี้

1. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับนิทาน และเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกับผักและผลไม้ ตลอดจนการบริโภคผักและผลไม้ เมนูที่เกี่ยวข้องกับผักหรือผลไม้

2. ศึกษาลักษณะของการใช้ชุดนิทานและเพลงประกอบการศึกษาเรื่องผักและผลไม้ สำหรับเด็กปฐมวัย

3. คัดเลือกนิทานและเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผักและผลไม้ ตลอดจนการบริโภคผักและผลไม้ เมนูที่เกี่ยวข้องกับผักหรือผลไม้ และเหมาะสำหรับเด็กปฐมวัย

4. นำชุดนิทานและเพลงที่คัดเลือก เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย เพื่อตรวจสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความชัดเจน ความถูกต้องเหมาะสมของเนื้อหาที่ใช้ และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวัง

5. ปรับเรื่อง/คัดเลือกผลงานที่มีเนื้อหาสอดคล้องตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย

6. นำชุดนิทานและเพลงที่ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ทั้งหมด 3 ท่าน

7. นำชุดนิทานและเพลงไปทำร่วมกับแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้

การสร้างและการหาคุณภาพแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้

        1.1 ศึกษาหลักสูตรของโรงเรียนและกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้โดยให้สอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ และจุดประสงค์การเรียนรู้ในหลักสูตร

       1.2 ศึกษาการสร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดนิทานและเพลงมาประยุกต์ใช้ในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้

       1.3 สร้างแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมตามเนื้อหาที่กำหนด

       1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ชุดนิทานและเพลง เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย เพื่อตรวจสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความชัดเจน ความถูกต้องของภาษาที่ใช้ และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวัง

       1.5 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ชุดนิทานและเพลง ตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย

       1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงเรียบร้อยแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ทั้งหมด 3 ท่าน ตรวจสอบความสอดคล้องขององค์ประกอบต่างๆในแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความชัดเจน ความถูกต้องของภาษาที่ใช้ และความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวัง และใช้ดุลยพินิจเพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงของแผนการจัดการเรียนรู้ นำมาวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยกำหนดเกณฑ์การพิจารณา

เห็นว่าสอดคล้อง             ให้คะแนน +1

ไม่แน่ใจ                           ให้คะแนน 0

เห็นว่าไม่สอดคล้อง        ให้คะแนน -1

การวิเคราะห์ข้อมูลความเหมาะสมสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) คำนวณตามสูตร

โดยค่าดัชนีความสอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Index of Item Objective Congruence: IOC) มีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 0.98

1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดการเรียนรู้โดยการใช้ชุดนิทานและเพลง ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในการวิจัย

2. แบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผัก-ผลไม้ของเด็กปฐมวัย

ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือและหาคุณภาพเครื่องมือวิจัย

1. ศึกษาเอกสาร แนวคิด หลักการ ทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ ของเด็กปฐมวัย

2. สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ ของเด็กปฐมวัย

3. นำแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านพิจารณาตรวจสอบความสอดคล้องของแบบสังเกต โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง ( IOC )

 4. ปรับปรุงแก้ไขแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

5. นำแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัย ไปทดลองใช้ ( Try – out ) กับเด็กปฐมวัยที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง

6. หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสังเกต โดยนำแบบสังเกตไปทดลองใช้กับเด็กอนุบาลปีที่ 2 / 1 ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี)

7. ปรับปรุงแก้ไขแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยให้เป็นฉบับสมบูรณ์

8. นำแบบสังเกตไปทดลองใช้กับเด็กกลุ่มตัวอย่าง ที่อยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 2/4 อายุ 4 – 5 ปี โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) ต่อไป

 

 การสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัย โดยมีรายละเอียดดังนี้

              2.1 ศึกษาแนวคิด  หลักการ ทฤษฎี และผลงานที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัย เพื่อเป็นข้อมูลในการสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัย

             2.2 สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัย

             กำหนดเกณฑ์การประเมินดังนี้

 ระดับ 0 หมายถึง ไม่แสดงพฤติกรรม

ระดับ 1 หมายถึง แสดงพฤติกรรมโดยมีผู้แนะนำ (เพื่อน,ครู)

ระดับ 2 หมายถึง แสดงพฤติกรรมด้วยตนเอง

              2.3 ตรวจสอบคุณภาพของแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัย โดยเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน พิจารณาตรวจสอบความสอดคล้องของรายการประเมิน นำคะแนนที่ได้จากการลงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านมาหาดัชนีความสอดคล้องระหว่างรายการประเมินพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยกับวัตถุประสงค์ (Index of Item Objective Congruence: IOC) โดยให้มีความคิดเห็นตรงกันอย่างน้อย 2 ใน 3 มีค่าเท่ากับ 0.5 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ เกณฑ์การพิจารณาดังนี้

เห็นว่าสอดคล้อง             ให้คะแนน +1

ไม่แน่ใจ                           ให้คะแนน 0

เห็นว่าไม่สอดคล้อง        ให้คะแนน -1

                2.4 ปรับปรุงแก้ไขแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ

                2.5 ทดลองใช้ ( Try – out ) แบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยโรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี) ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อความเป็นไปได้

                2.5.1 ให้ศึกษาแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยให้เข้าใจตรงกัน เพื่อสามารถบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยให้ตรงกัน

                2.5.2 ศึกษาและทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายของการสังเกต

               2.5.3 ฝึกการสังเกตและบันทึกโดยใช้แบบสังเกตสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยกับเด็กที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน

           2.6 หาค่าความเชื่อมั่นเด็กอนุบาลปีที่ 2/1 ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี)

           2.7 ปรับปรุงแก้ไขแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยให้เป็นฉบับสมบูรณ์

           2.8 จัดทำแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ของเด็กปฐมวัยฉบับสมบูรณ์ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป

แบบสังเกตพฤติกรรมการรับประทานผัก-ผลไม้ของเด็กปฐมวัยโดยใช้ชุดนิทานและเพลงของนักเรียน

ชั้นอนุบาล 2

โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทรายศรัย ( กระจ่าง  สิงหเสนี )

วันที่สังเกต...................เดือน..................................................เพลง…………………………………

คำชี้แจง  สังเกตพฤติกรรมการรับประทานผักของเด็กปฐมวัย รายละเอียดในหัวข้อต่างๆ แล้วขีดเครื่องหมาย / ลงในช่องระดับคะแนน

แบบสังเกตพฤติกรรมการรับประทานผัก-ผลไม้ของเด็กปฐมวัยโดยใช้ชุดนิทานและเพลงของนักเรียน

ชั้นอนุบาล 2

โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทรายศรัย ( กระจ่าง  สิงหเสนี )

วันที่สังเกต...................เดือน..................................................นิทานเรื่อง…………………………………

คำชี้แจง  สังเกตพฤติกรรมการรับประทานผักของเด็กปฐมวัย รายละเอียดในหัวข้อต่างๆ แล้วขีดเครื่องหมาย / ลงในช่องระดับคะแนน




วิธีการดำเนินการวิจัย

                  การวิจัยเรื่องผลการใช้ชุดนิทานและเพลงในการบริโภคผัก-ผลไม้ของเด็กปฐมวัยแบบกึ่งทดลอง( Quasi – Experimental Research ) ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองโดยอาศัยการวิจัยแบบการทดลองกลุ่มเพียงอย่างเดียว One Group Pretest - Posttest Design

กลุ่มตัวอย่าง

ก่อนทดลอง

ตัวแปรต้น

ตัวแปรตาม

E

O1

X

O2

ดำเนินการวิจัยมีขั้นตอนดังนี้

1. ผู้วิจัยศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการดำเนินการวิจัยผลการใช้ชุดนิทานและเพลงในการบริโภคผัก-ผลไม้ของเด็กปฐมวัย

2. ทำการสังเกตและบันทึกผลพฤติกรรมการบริโภคผัก-ผลไม้ก่อนการทดลองด้วยแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผัก-ผลไม้

3. ดำเนินการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้ชุดนิทานและเพลงเป็นเวลาทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 คาบ คาบละ 30 นาที

4. ทำการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมการการบริโภคผัก-ผลไม้หลังการทดลองด้วยแบบสังเกตพฤติกรรมการบริโภคผัก-ผลไม้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

5. นำข้อมูลที่ได้จากการสังเกตไปเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมเพื่อไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ

6. นำข้อมูลจาการสังเกตสัปดาห์ที่ 1 ถึงสัปดาห์ที่ 8 มาวิเคราะห์ให้เห็นถึงพฤติกรรมการบริโภคผัก-ผลไม้ของเด็กปฐมวัย

7. นำข้อมูลที่ได้มาอภิปรายและนำเสนอ

การเก็บรวบรวมข้อมูล

         ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการใช้ชุดนิทานและเพลงโดยทำการสังเกตก่อนการทดองและหลังการทดลองแล้วนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติต่อไป

การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล

             วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบการทดลองก่อนและหลังทดลองเรื่องผักและผลไม้ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2/4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดนิทานและเพลงโดยคำนวณหาค่าร้อยละเพื่อดูปริมาณการบริโภคผักและผลไม้

 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

1. การหาค่าความเที่ยงโดยใช้สูตรของครอนบัค (Cronbach) นี้ปรับมาจากสูตร KR – 20 ใช้หาความเที่ยงของเครื่องมือวัดที่ให้คะแนนแตกต่างกันไปในแต่ละข้อได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นระบบการให้คะแนนแบบ ๑ กับ ๐ สูตรการคำนวณเป็นดังนี้ 


2. วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) ของชุดนิทานและเพลง แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร

3. การหาค่าร้อยละ








RECORDING DIARY 35

  27 เมษายน 2564 บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 35            อาจารย์ให้นักศึกษาแต่ละคนลองเรียนแผนการสอนจากวิจัยของตัวเองและเขียนเครื่องมือในการว...